ยางรถยนต์แบ่งตามโครงสร้างหลักได้เป็น 2 แบบ คือ Radial และ Bias (หรือ Cross-ply) ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งด้านโครงสร้างภายในและคุณสมบัติการใช้งาน

โครงสร้างยาง Radial (R)

เส้นใยโครงยางเรียงตัวทำมุม 90 องศา กับแนวหมุน (จากขอบล้อฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่ง) แล้วเสริมด้วยชั้นเข็มขัด (belt) ใต้หน้ายาง ทำให้แก้มยางและหน้ายางทำงานแยกจากกันได้ดีกว่า ข้อดีคือ:

  • หน้าสัมผัสถนนสม่ำเสมอกว่า ยึดเกาะดีกว่า และสึกสม่ำเสมอกว่า
  • ยืดหยุ่นตัวดี ขับขี่นุ่มนวลกว่า
  • ประหยัดน้ำมันกว่า เนื่องจากแรงต้านการหมุนต่ำกว่า
  • คายความร้อนได้ดีกว่า จึงอุ่นช้ากว่า เหมาะกับความเร็วสูงและมีอายุการใช้งานยาวกว่า
  • เป็นโครงสร้างมาตรฐานของยางรถยนต์นั่งทั่วไปในปัจจุบัน

โครงสร้างยาง Bias (Cross-ply)

เส้นใยโครงยางเรียงไขว้กันเป็นมุมเฉียงราว 30-40 องศา ซ้อนสลับกันตั้งแต่หน้ายางถึงแก้มยาง ทำให้แก้มยางและหน้ายางแข็งแรงกว่าแต่ทำงานร่วมกันเป็นชิ้นเดียว ข้อดีคือ:

  • แก้มยางแข็งแรง ทนทานต่อการกระแทกและของมีคม
  • ราคาถูกกว่า เพราะต้นทุนการผลิตต่ำกว่า
  • นิยมใช้ในรถบรรทุก รถเกษตร รถพ่วง หรือยานพาหนะที่ต้องรับน้ำหนักมากในสภาพถนนขรุขระ

ดูจากแก้มยางได้เลย

สังเกตจากรหัสขนาดบนแก้มยาง — ตัวอักษร R (เช่น 215/55R17) คือยาง Radial ส่วนยาง Bias มักใช้เครื่องหมายขีด (215/55**-**17) หรือตัว D (Diagonal) แทน ยางรถเก๋งที่ขายทั่วไปในไทยเกือบทั้งหมดเป็น Radial อยู่แล้ว

สรุป

สำหรับรถยนต์นั่งทั่วไป ยาง Radial คือตัวเลือกมาตรฐานที่เหมาะสมที่สุดในด้านการยึดเกาะ ความนุ่มนวล และความประหยัดน้ำมัน ส่วนยาง Bias จะเหมาะกับการใช้งานเฉพาะทางที่ต้องการความแข็งแรงทนทานเป็นหลักมากกว่าความสบายในการขับขี่

แหล่งอ้างอิง